ดนตรีไทยในสังคมปัจจุบัน (ตอนที่ 1) – ศิลปะที่เข้าถึงจิต

3 05 2008

บทความดังต่อไปนี้ได้คัดลอกและดัดแปลงมาจาก หนังสือ “ดนตรีในวิถีชีวิตไทย”
ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ
โดย Dontreethai Webmaster

ดนตรี…ศิลปะที่เข้าถึงจิต

” ศิลปะส่วนใหญ่สร้างขึ้นจากวัตถุที่เป็นรูปธรรม สามารถเห็นได้ จับต้องได้ เช่น จิตรกรรมหรือภาพเขายน สถาปัตยกรรมหรือสิ่งก่อสร้าง ประติมากรรมหรือรูปปั้น แม้แต่วรรณกรรมหรือเรื่องราวที่แต่งขึ้นทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง ก็ล้วนแต่สามารถเห็นได้และจับต้องได้ทั้งสิ้น ศิลปะดังกล่าวเหล่านี้จะใช้เวลาดู อ่าน และพิจารณานานสักเท่าไรก็ได้ ยิ่งดูมาก อ่านมาก พิจารณานาน ก็ยิ่งจะเห็นคุณค่าและความงามของศิลปะนั้นมากขึ้น”

นี่เป็นข้อแตกต่างของศิลปะที่มีรูปร่าง จับต้องได้ กับดนตรี

ดนตรีมีความแปลกอยู่อย่างหนึ่งตรงที่ว่าไม่สามารถจับต้องได้ เพราะเป็นเพียงพลังงาน คลื่นเสียงเท่านั้น
แต่พลังงานดังกล่าวนี้ทำให้คนที่ได้สัมผัส สามารถรับรู้และรู้สึกได้ทันทีโดยไม่ต้องแปล

นี่คงเป็นคำอธิบายที่ดีสำหรับ “ศิลปะที่เข้าถึงจิต” หรือ ดนตรีนั่นเอง…

 

น่ารู้ เรื่อง คลื่นเสียงของดนตรี

เสียงที่เราได้ยินนั้น สามารถบอกได้ 2 ลักษณะ คือ ความดังค่อย และ ความสูงต่ำ ของเสียง
ส่วนเสียงที่ออกมาจากเครื่องดนตรี มีทั้งเสียงเชิงเดี่ยว คือเสียงที่ออกมาจารกเครื่องดนตรีชิ้นเดียว เสียงเดียว และเสียงเชิงซ้อนที่มีมากกว่าเสียงเดียว ซึ่งเกิดจากเครื่องดนตรีชิ้นเดียวหรือหลายชิ้นก็ได้

อารมณ์ กับ เสียงที่ได้ยิน สัมพันธ์กันอย่างไร

- ความเครียด (tension) เป็นอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ เช่น อึดอัด ถูกกดดัน เกรงกลัว หวั่นไหว ซึ่งเกิดจากเสียงเชิงซ้อนที่เป็นการประสานเสียงแบบขัดแย้งกัน (dissonance) โดยมั่งจะประกอบด้วยขั้นคู่เสียง (interval) ประเภทคู่สอง คู่เจ็ด คู่เก้า หรือกลุ่มเสียงที่สลับซับซ้อน ตลอดจนแนวทำนองเพลงและองค์ประกอบอื่นๆ เช่น จังหวะที่กระแทกกระทั้น การลักจังหวะ ความดัง-เบา ที่ทำให้รู้สึกว่าถูกกดดัน และอึดอัด
จะกล่าวกันภาษาชาวบ้านก็คือ เสียงใดที่ฟังแล้วขัดหูย่อมทำให้เกิดความไม่พึงพอใจ ไม่ชอบ และไม่โปรดปรานนั่นเอง

- การผ่อนคลาย (release) เป็นอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ เช่น สบาย อบอุ่น พึงพอใจ แจ่งใส เกิดได้ทั้งจากการฟังเสียงเชิงเดี่ยวและเสียงเชิงซ้อนที่เป็นการประสานเสียงแบบกลมกลืน (consonance) โดยประกอบด้วยขั้นคู่เสียง (interval) ประเภทคู่กลมกล่อม คู่สี่ คู่ห้า หรือกลุ่มเสียง ตลอดจนแนวทำนองเพลงและองค์ประกอบอื่นๆ เช่น จังหวะที่สม่ำเสมอ ความนุ่มนวลของเสียงที่ทำให้รู้สึกสบาย ส่วนขั้นคู่เสียงระหว่างคู่สามและคู่หก ให้ความรู้สึกที่ไม่กดดันอารมณ์มานัก แต่ก็ไม่ผ่อนคลายเสียทีเดียว
ฟังแล้วอาจดูยากไปหน่อย พลอยทำให้คิดไปว่าทำไมมนุษย์เราจึงได้เก่งจริงๆ ผสมตัวโน้ตคู่นั้นคู่นี้ออกมา แล้วมีผลต่ออารมณ์ของผู้ฟังได้อย่างกลมกลืน อย่างนี้จะไม่หลงรักดนตรีได้อย่างไร จริงมั้ยคะ

นอกจากนี้คุณสมบัติ “ความเครียดและการผ่อนคลาย” ดังที่กล่าวมายังเป็นผลมาจาก “อำนาจ” ของดนตรี คือเข้าถึงจิตใจได้โดยไม่ต้องแปลความ ตีความ หรือขยายความ อำนาจที่ว่านี้ หนังสือบอกไว้ว่าสามารถสร้างระบบระเบียบทางจิตใจของสิ่งมีชีวิตให้ดีได้ด้วย (ในอีกแง่ ถ้าดนตรีขาดอำนาจที่ถูกต้อง ก็คือขาดระเบียบและรูปแบบที่ดี ก็ทำให้จิตใจแปรปรวน – ทำให้นึกถึงสถานการณ์บ้านเมืองของบางประเทศนะคะ)

เคยมีรายงานการทดลองเรื่องอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อรูปทรงของพืช โดยการเปิดเสียงดนตรี “คลาสสิค” และ “ร็อกรุนแรงบางชนิด” ให้ต้นไม้ฟัง ก็พบว่าในสภาวะตัวแปรควบคุมที่เหมือนๆกัน พวกแรก คือ พวกต้นที่ได้ฟังคลาสสิคจะเจริญเป็นระเบียบกว่าพวกหลัง ทำให้เกิดการสันนิษฐานที่ค่อนข้างจะใกล้ความจริงทางธรรมชาติเข้ามาเรื่อยๆว่า น่าจะเกี่ยวกับคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบของดนตรีคลาสสิคนั่นเอง

การสำรวจอื่นๆ ก็มีมากนะคะ เช่น แม่ที่ตั้งครรภ์ถ้าให้ลูกฟังคลาสสิค ลูกจะเลี้ยงง่าย พัฒนาการดี อันนี้ก็มีผลวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นสนับสนุนอยู่

ประโยชน์ของดนตรีมีมากทีเดียว ตามที่ได้เห็นกันแล้ว
ดนตรีมีดีอยู่ในตัวมันเอง เพราะมันเข้าถึงจิตของผู้ฟังเอง
และมีอำนาจที่เรามองไม่เห็น… อำนาจที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต ที่เราก็ไม่ทราบว่าไปรับรู้อำนาจนั้นมาตอนไหน
เพราะจู่ๆ ก็รักดนตรีมากมายเสียแล้ว…


เลือกคำสั่ง

ข้อมูล

ใส่ความเห็น